การหาคำหลัก วิจัยคำหลัก (Keyword Research)

จริงๆ แล้วการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นั้นเริ่มจากว่า เราจะ Optimize หรือปรับปรุงอะไรให้มันดีขึ้น

อะไรๆในทีนี้เรามุ่งเน้นไปถึง “คำ” ต่างๆ ที่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ เข้าไปพิมพ์หาใน Google นั่นเอง คำต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า คำหลัก หรือ Keyword

พูดให้งงไป สรุป การทำ SEO เราจะเริ่มด้วยการปรับปรุงคีย์เวิร์ดต่างๆ ให้อันดับ หรือ ranking ใน Search Engine อย่าง Google หรือ Bing ให้ดี ยิ่งขึ้นนั่นเอง ทั่วไป ก็อยากติดหน้า 1 Google.co.th เป็นต้น

ในการเฟ้นเลือกหาคำหลักที่จะมาทำนั้น ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าเลือกอะไรมาก็ประสบความสำเร็จทั้งหมด เช่น ร้านเต้นท์รถมือสอง ของคุณๆ ก็อยากให้ คำหลักต่างๆ เช่น เต้นท์รถ, เต้นท์รถมือสอง ต่างๆ เหล่านี้ติดหน้า 1 ทั้งหมด ฟังดูเหมือนง่ายแต่ทำจริงๆ ต้องนำองค์ประกอบหลายๆ อย่างมาพิจารณาร่วมด้วย

ปัจจัยสำคัญ ใช้ในการพิจารณาเลือก Keyword

Search Volume

หรือจำนวนคนตัวเป็นๆ ทีค้นหาคำหลัก ที่คุณสนใจอยู่ว่ามีกี่คนต่อเดือน อันนี้เป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณา โดยทั่วไปเดือนๆหนึ่งมีผู้คน ค้นหาธุรกิจของคุณใน Search Engine เป็นจำนวนมาก ย่อมดีกว่าน้อย หรือไม่มีคนสนใจค้นหาเลย

Relevance

คำนี้สำคัญฉไหน? เป็นภาษาไทยเรา ผมแปรแบบยาวๆ หน่อยว่า ความตรง หรือ แม่นยำเที่ยงตรง ในที่นี้ให้โฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณ เช่นว่า คุณขายรถมือสองอย่างเดียวไม่มีรถมือหนึ่ง แล้วคุณไปทำ SEO เพื่อดันคีย์กว้างๆ อย่างคำว่า “รถ” (ซึ่งอาจเหมารวมทั้งรถมือ1 และมือ 2) หรือ คำว่า “รถใหม่” เป็นต้น แบบนี้อาจทำให้คุณเสียลูกค้าไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ได้ลงทุน ลงแรงไปแล้วไม่ใช่น้อย ก็อยากฝากว่า ในการเลือกคำหลักที่มาทำ ไม่ใช่เห็นว่ามี Search Volume มากมาย แต่อย่างเดียว อยากให้พิจารณาความตรงกันกับธุรกิจของคุณด้วย ครับ

Competition

ในการทำ SEO คำหลักที่คุณจะทำ แต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างๆ กันไป บางคำยาก บางคำง่าย ตรงนี้ต้องช่างใจ และสมดุลให้ดีครับว่า ถ้าต้องการทำคีย์ที่ค่อนข้างยาก ทำได้ครับ แต่งบประมาณและระยะเวลาในการประสบความสำเร็จนั้นก็จะมากตามไปด้วย โดยทั่วไปผมจะแนะนำลูกค้าว่าให้ทำคละกัน คือ ทำคำหลักที่เป็น long tail เพื่อเห็นผลระยะสั้น และระยะยาวกับคำหลักประเภท short
เอาละครับเกริ่นให้เห็นภาพกันมาพอสมควร

ตัวอย่างเช่น ลูกค้ารายนึง ที่ผมดูแล SEO ให้ต้องการติดหน้า 1 Google คำว่า “คอนโด” ซึ่งเป็นคำกว้างๆ การแข่งขันสูง (มาก) แต่ทำได้ครับ แต่ใช้เวลานานหน่อย และงบประมาณสูงกว่าคำที่การแข่งขันกลางๆ อย่าง “คอนโดติด BTS”

เรามาลงลึกกันดีกว่า ว่าการหาคีย์เวิร์ดนั้น มีวิธีการทำกันอย่างไร ใช้เครื่องไม้เครื่องมือตัวช่วยอะไรบ้าง ไปจนถึงการวิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียดว่ามีวิธีการทำกันอะไร อย่างไรบ้าง

หาคีย์เวิร์ดตั้งต้น (Seed List)

ขั้นตอนนี้เป็นการหากลุ่มของคำตั้งต้นสัก 5-10 คำ ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับธุรกิจของคุณ โดยอาจเริ่มจากการ:

ระดมความคิด:

หาคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการหลักๆ เช่น คุณมีธุรกิจขาย “ครีมบำรุงผิว” คุณก็นั่งคิด นอนคิด และลิสต์ออกมากว่าคุณขายครีมอะไรบ้าง ใช้ส่วนไหนของร่างกายบ้าง ญีุ่ห้ออะไรบ้าง เป็นต้น

Google Keyword Suggestion Tool:

ในส่วนนี้เราจะให้ Google ช่วยระดมความคิดให้คุณหน่อยว่า คำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณมีอะไรบ้าง วิธีทำมีดังนี้ให้คุณหาคำว่า “ครีมบำรุงผิว” ในกูเกิ้ล

จากนั้นให้เลื่อนลงมาด้านล่างผลการค้นหา แล้วให้คุณมองหาประโยคที่ว่า “การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ” คุณจะเห็นคำที่กูเกิ้ลคิดว่าเกี่ยวข้องกับ ครีมบำรุงผิว คำไหนที่คุณคิดว่าตรงกับสินค้าของคุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

Google Webmaster Tool

ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้วมาระยะหนึ่ง คุณอาจมี Traffic จาก Google บ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราสามารถหาไอเดียคีย์เวิร์ดตั้งต้นได้จาก Google Webmaster Tool ด้วยเช่นกัน

โดยให้คุณล็อกอิน และดูรายงาน “Search Analytics” โดยคุณสามารถที่จะกรองค่าได้หลายรูปแบบ ไม่เฉพาะคำหลักที่คุณต้องการเช่น คุณสามารถที่จะเปรียบเทียบอันดับของคีย์เวิร์ดใน Desktop และ มือถือ เป็นต้น

เสาะหาคำหลักด้วย Google Keyword Planner

Keyword Planner เป็นเครื่องมือคีย์เวิร์ดที่ Google สร้างมาไว้สำหรับการลงโฆษณาใน Google หรือที่เรารู้จักกันในนาม AdWords ท่านใดที่ยังไม่มี account ก็ไปสร้างกันได้ฟรีตามลิ้งค์นี้ https://adwords.google.com กันก่อน สมัครเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ log in เข้าไป หาเครื่องมือวิจัยคำหลักได้จากเมนูด้านบน Tool > Keyword Planner

หลังจากคลิก Keyword Planner แล้ว ในหน้าจอต่อไปจะเป็นการใส่คำหลักตั้งต้นลงไปช่อง “Your Product or Service” แล้วก็ทำการตั้งค่าดังรูปด้านล่าง

TIPS: นอกจากคุณจะใช้ คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่หามาได้ก่อนหน้าแล้ว คุณยังสามาารถใส่เว็บไซต์ของคู่แข่ง หรือเว็บของคุณเองลงไปในช่อง “Your Landing Page” กูเกิ้ลจะไปรวบรวมคำหลักจากเว็บไซต์ดังกล่าวให้คุณในชั่วอึดใจ

กดปุ่ม Get Ideas ครับ กูเกิ้ลจะทำการรวบรวม Keywords ตามค่า settings ที่เราได้กรอกลงไป โดยทั่วไป Google จะหาคำหลักมาให้เรา 800 คำโดยประมาณ บางกลุ่มคีย์เวิร์ดอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า แล้วแต่ว่าอยู่อุตสาหกรรมไหน ในกรณีของเราได้มา 803 คำ (เลข 5)

รูปด้านบนผมใส่หมายเลขกำกับไว้ เรามาไล่ดูกันทีละหมายเลขกันเลย

  1. เมื่อโหลดหน้านี้ในครั้งแรก ระบบแสดงแท็ป “Ad Group Ideas” อัตโนมัติ ซึ่งจะแสดงคำหลักต่างๆ ที่ Google ได้จักกลุ่มหรือหมวดหมู่ (Ad Group) มาให้เรียบร้อย
  2. เราจะ group คำหลักของเราเองครับ ข้ามไปโดยกดที่ แท็ป “Keyword Ideas”
  3. เนื้อหาในแท็ป keyword ideas จะแสดงในรูปแบบตาราง มีกัน 2 ตารางๆ ละ 5 คอลัมน์ (ความหมายของ คอลัมน์ เหล่านี้ เดี๊ยวผมอธิบายต่อไป อดใจรอนิด) ตารางบนเป็นรายละเอียด คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่เราใส่เข้าไปให้ Google ในตอนแรก
  4. ส่วนตารางด้านล่างเป็นคำหลักที่ Google หามาให้ โดยใช้คำหลักตั้งต้นที่เราใส่เข้าไป
  5. หมายเลข 5 นี้ได้กล่าวไปแล้วคือ คำที่ Google ได้หามาให้เราทั้งหมด 803 คำ
  6. เพื่อความรวดเร็วในการจัดกลุ่มคำหลัก การวิเคราะห์ ผมแนะนำให้โหลดทั้ง 803 คำลงมาวิเคราะห์ใน excel จะเร็วที่สุด

คุณเลือกได้ครับว่าจะโหลดไฟล์คีย์เวิร์ดมาเก็บไว้เป็น Excel CSV หรือ จะเก็บไว้ใน Google Drive ก็ได้ สำหรับท่านที่ลงโฆษณาใน Google ก็สามารถเซฟไฟล์สำหรับนำไปใช้กับ AdWords Editor ได้เช่นกัน ในกรณีของเราให้เลือก Excel CSV แล้วกดปุ่มสีฟ้าสดใส ดังรูปด้านบน

โหลดไฟล์คีย์เวิร์ดมาเก็บไว้ในเครื่องแล้ว เปิดด้วย Excel จะเห็นว่ามี column ต่างๆ มากมาย เราจะเก็บไว้เฉพาะบาง column ที่เราใข้ ที่เหลือจะเกี่ยวกับ AdWords เขาครับ เราจะเก็บไว้ แค่

  • Keyword
  • Avg. Monthly Searches (exact match only)

เสร็จแล้วใส่สีให้หน่อย แล้วจัดเรียง (sort) ข้อมูล คอลัมน์ จาก มากไปน้อย Avg. Monthly Searches (exact match only)

ขั้นตอนต่อไปเป็นการ จัดกลุ่ม และคัดกรองคีย์เวิร์ด ในขั้นตอนนี้เราจะใช้ปัจจัยในการเลือกคำหลักที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้า คือ relevance และ search volume เช่น

ปด้านบนแสดงตัวอย่างการคัดกรองคำหลัก โดยจะเป็นกลุ่มคำหลักที่เกี่ยวข้องกับ “ครีมหน้าใส” สังเกตว่าผมทาสีเขียวไว้ จะเป็นคีย์ที่ คุณอาจพิจารณาตัดทิ้งครับ

ตัวอย่างการคัดคำ

  • ให้คุณคัดเลือกคีย์ที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด โดยที่ Search Volume หรือปริมาณการค้นหารายเดือนสูงยอมรับได้
  • คัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องทิ่้งไป เช่น “ครีมอะไรใช้แล้วหน้าใส pantip” คำๆนี้ นอกจากปริมาณค้นหาต่ำ (70) แล้ว ผู้ค้นหาเจาะจงว่าต้องเป็นหน้าในเว็บ Pantip อีกด้วย ดังนั้นตัดคำๆ นี้ไป, อีกตัวอย่างเช่นคำว่า “ผิวกายขาวใส” ถ้าคุณขายครีมบำรุงผิวกาย คำๆนี้อาจถูกเก็บไว้ แต่ถ้าคุณขายเฉพาะครีมหน้าใสก็ให้ตัดคำๆนี้ไป ป่วยการทำคีย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ขั้นตอนนี้อาจดูหน้าเบื่อหน่าย ใช้แรงงานเยอะสักหน่อย แต่อยากให้คุณอดทนคัดคำที่ใช่จริงๆ เสร็จแล้วให้ save ไว้ เราจะนำคำเหล่านี้ไปวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันต่อไป บทความนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย ให้คุณตั้งใจอ่าน อ่านแล้วไม่เข้าใมจ ติดอะไรตรงไหน comments ถามได้ ผมยินดีตอบให้จนเข้าใจ ทุกคำถามครับ